เจาะลึกระบบภาษีอังกฤษที่ทำลายความทะเยอทะยานในการลงทุนของเจ้าของกิจการ

Wiki Article

ลองจินตนาการว่า คุณเป็นเจ้าของ ร้านค้าหรือบริษัทขนาดกลาง ไปที่เว็บไซต์ แล้วคุณตัดสินใจ พัฒนา สถานที่ประกอบการ ให้มีความพร้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ ติดตั้งระบบประหยัดพลังงาน หรือการต่อเติมพื้นที่ เพื่อรองรับ พนักงานที่เพิ่มขึ้น คุณทุ่มเทงบประมาณ เพื่ออนาคตของธุรกิจ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา คือรัฐบาลส่งใบเรียกเก็บภาษี ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล เพียงเพราะว่า มูลค่าทรัพย์สินของคุณสูงขึ้น

วิกฤตภาษีที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจ

ระบบภาษีทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ ของประเทศอังกฤษ คือภาษีที่ธุรกิจ จำเป็นต้องชำระ อ้างอิงจากราคาประเมินของพื้นที่ ซึ่งหากดูเพียงผิวเผินอาจดูเป็นธรรม ในเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติจริง มันคืออุปสรรคที่ซับซ้อน ที่เจ็บปวดกว่าที่คิด

จากการเปิดเผยของ Confederation of British Industry หรือ CBI ซึ่งเป็นตัวแทนเสียงของภาคเอกชน ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ระบบนี้คือตัวฆ่าการเติบโต ที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยไม่มีข้ออ้าง

ยิ่งลงทุนพัฒนา ยิ่งต้องจ่ายมากขึ้น – ตรรกะที่น่ากังวลในระบบ

ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ในระบบนี้ คือกลไกที่เรียกว่า "ภาษีที่เป็นลบต่อการพัฒนา" กล่าวคือในทุกครั้ง ที่บริษัทใช้เงินเพื่อพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการ ต่อเติมอาคาร หรือการนำเทคโนโลยี โซลาร์เซลล์และระบบรักษ์โลก มาใช้เพื่อความยั่งยืน ราคาประเมินของอาคารจะเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อมูลค่าสูงขึ้น ภาระภาษีที่ขยับตัวสูงขึ้น โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ผู้ประกอบการที่พัก ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานบริการ หรือเจ้าของคลังสินค้า ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เม็ดเงินที่ใส่ลงไป นอกจากจะไม่ได้รับ การลดหย่อนที่ควรจะมี มันยังย้อนกลับมาเป็นต้นทุน ที่บีบคอธุรกิจให้หายใจลำบาก นี่คือทิศทางที่สวนทาง กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ต้องการการลงทุนเพื่อฟื้นฟู

เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ: ความไม่แน่นอนที่ฆ่าแผนระยะยาว

ปัญหาไม่ได้จบแค่ ภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ความผันผวนของระบบประเมิน ว่าการทุ่มงบประมาณลงไป จะทำให้ภาระผูกพัน เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

ความไม่แน่นอนนี้คือตัวฆ่าการเติบโต เมกะโปรเจกต์ของภาคเอกชน ถูกระงับหรือตัดงบประมาณ หรือในบางกรณีต้องปิดพับโครงการลง เพียงเพราะไม่สามารถคำนวณ ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ภายใต้ระบบภาษีปัจจุบัน

โอกาสทางเศรษฐกิจที่รอการปลดล็อกจากการปฏิรูปภาษี

คำถามที่รัฐบาลมักจะตั้งขึ้น เมื่อมีการเสนอให้ปฏิรูป คือรายได้ของรัฐจะหายไป แต่หากมองในมุมกลับ ภาคธุรกิจมีคำตอบที่ชัดเจน

จากผลสำรวจเชิงลึก พบว่าธุรกิจเกินกว่าร้อยละ 30 ยืนยันว่าจะนำเงินที่ประหยัดได้ กลับมาหมุนเวียนในระบบ ในสัดส่วนที่สูงที่สุด เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ ดังตัวอย่างต่อไปนี้:

ในทางเศรษฐศาสตร์ การปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้นายทุน แต่คือการคลายพันธนาการ วงจรการลงทุนที่ถูกระงับไว้ ให้กลับมาขับเคลื่อน การเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน อย่างมั่นคงและถาวร

Report this wiki page